วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องวลาหก

วลาหกสูตรที่ ๑
             [๑๐๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้ มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้ มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก (เมฆ) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก อย่าง ๑ ให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่าง ๑ ไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ คำราม ด้วยให้ฝนตกด้วยอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้แล ฯ              ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก นี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจวลาหกคำรามไม่ให้ ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามจำพวก ๑ ดุจวลาหกทั้งไม่ คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำ แต่ไม่ชอบพูด บุคคล เป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกให้ ฝนตก แต่ไม่คำราม แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนไม่ชอบพูดทั้งไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรา กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วย ให้ฝนตกด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดด้วยชอบทำด้วย บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก คำรามด้วยให้ฝนตกด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
วลาหกสูตรที่ ๒
             [๑๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ ให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่าง ๑ ทั้งไม่ คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ คำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วย วลาหก ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจวลาหก คำราม แต่ไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกไม่คำราม แต่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วย จำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เขาไม่รู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจ วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ ไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ แต่เขารู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจ วลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำราม แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นดุจวลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ ทั้งเขาไม่รู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจ วลาหกทั้งไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกทั้งไม่ คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ ทั้งเขารู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจวลาหก คำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำรามด้วยให้ฝนตก ด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบ ด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
กุมภสูตร
             [๑๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อ ๔ ชนิดนี้ ๔ ชนิดเป็นไฉน คือ หม้อ เปล่าปิดชนิด ๑ หม้อเต็มเปิดชนิด ๑ หม้อเปล่าเปิดชนิด ๑ หม้อเต็มปิดชนิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อ ๔ ชนิดนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจหม้อเปล่าปิดจำพวก ๑ ดุจหม้อเต็มเปิดจำพวก ๑ ดุจหม้อเปล่าเปิด จำพวก ๑ ดุจหม้อเต็มปิดจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่า ปิดอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรง สังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนแต่น่าเลื่อมใส แต่เขา ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธ- *คามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าปิดอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อ เปล่าปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล เป็นดุจหม้อเต็มเปิดอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่า เลื่อมใส แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มเปิดอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อเต็มเปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าเปิดอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเปล่าเปิดอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อเปล่าเปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มปิดอย่างไร การก้าว การถอย การ เหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคล บางคนในโลกนี้ น่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหม้อเต็มปิด อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อเต็มปิด แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
อุทกรหทสูตร
             [๑๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ ห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่าง ๑ ห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่าง ๑ ห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่าง ๑ ห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกจำพวก ๑ ดุจห้วงน้ำ ลึกเงาตื้นจำพวก ๑ ดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นจำพวก ๑ ดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของ บุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจ ห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำตื้นเงาลึก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้น อย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนใน โลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่าง นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาตื้น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ ฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข- *นิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำตื้นเงาตื้น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตาม ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาลึก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วย ห้วงน้ำ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
อัมพสูตร
             [๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วง ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ มะม่วงดิบผิวสุกอย่าง ๑ มะม่วงสุกผิวดิบอย่าง ๑ มะม่วงดิบผิวดิบอย่าง ๑ มะม่วงสุกผิวสุกอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วง ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏ อยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจมะม่วงดิบผิวสุกจำพวก ๑ ดุจ มะม่วงสุกผิวดิบจำพวก ๑ ดุจมะม่วงดิบผิวดิบจำพวก ๑ ดุจมะม่วงสุกผิวสุก จำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุกอย่างไร การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล เป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงดิบผิวสุก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุก ผิวดิบอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคล บางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุก ผิวดิบอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าว บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่า เลื่อมใส ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย มะม่วงดิบผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุกอย่างไร การก้าว ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ น่าเลื่อมใส ทั้งเขาทราบชัดตามความ เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวสุก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบ ด้วยมะม่วง ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ ฯ
มูสิกาสูตร
             [๑๐๖] ๑-              [๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ หนูขุดรูแต่ไม่อยู่จำพวก ๑ อยู่แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑ ไม่ขุดรูไม่อยู่จำพวก ๑ ขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่จำพวก ๑ ดุจหนูอยู่แต่ไม่ ขุดรูจำพวก ๑ ดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่จำพวก ๑ ดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่อย่างไร บุคคลบางคน ในโลกนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหนู ขุดรูแต่ไม่อยู่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ แม้ฉันใด เรา กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรู อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ (ไม่) เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรู อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู แม้ฉันใด เรากล่าว @๑ ข้อ ๑๐๖ ไม่มี ความจริงน่าจะเป็น อุทกรหทสูตร ๒ สูตร ในข้อ ๑๐๔ และ ๑๐๕ เพราะ @ตัสสุทานมีอย่างนั้น ข้อ ๑๐๖ เป็นอัมพสูตร บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ เขาไม่- *ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูไม่ขุดรูไม่อยู่ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยอย่างไร บุคคลบางคน ในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งทราบชัดตามความ เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนูขุดรูด้วย อยู่ด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
พลิพัททสูตร
             [๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ โคเป็นผู้ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ ข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนจำพวก ๑ ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคล เปรียบด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัท ข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหงโค ฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยังบริษัทของตนให้ หวาดเสียว ไม่ยังบริษัทของบุคคลคนอื่นให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัท ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูง ตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังบริษัทอื่นให้หวาดเสียว ไม่ยังบริษัท ของตนให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโค ฝูงตนอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตน แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็น ดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วยข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยอย่างไร บุคคลบางคนใน- *โลกนี้ ยังบริษัทของตนและบริษัทของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจ โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล นี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ยังบริษัทของตนและบริษัท ของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหง โคฝูงอื่นอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหง โคฝูงอื่น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล เปรียบด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
รุกขสูตร
             [๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้ ๔ ชนิดเป็นไฉน คือ ต้นไม้กระพี้มีไม้กระพี้เป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้กระพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้แก่นมีไม้กระพี้เป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารชนิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจไม้กระพี้มีไม้กระพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ ดุจไม้กระพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร จำพวก ๑ ดุจไม้แก่นมีไม้กระพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ ดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวาร จำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้กระพี้มีไม้กระพี้เป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคน- *ทุศีล มีบาปธรรม บุคคลเป็นดุจไม้กระพี้มีไม้กระพี้เป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กระพี้มีไม้กระพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบฉันนั้น ก็บุคคลเป็นดุจไม้กระพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แต่บริษัทของเขาเป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม บุคคลเป็นดุจไม้กระพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กระพี้ มีไม้แก่นเป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้กระพี้เป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่บริวารของเขาเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคล เป็นดุจไม้แก่นมีไม้กระพี้เป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมี ไม้กระพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม บุคคล เป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมีไม้ แก่นเป็นบริวารแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
อาสีวิสสูตร
             [๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสรพิษ ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ อสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้ายจำพวก ๑ มีพิษร้ายพิษไม่แล่นจำพวก ๑ มีพิษ แล่นด้วยพิษร้ายด้วยจำพวก ๑ มีพิษไม่แล่นพิษไม่ร้ายจำพวก ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อสรพิษ ๔ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคล เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจอสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้ายจำพวก ๑ ดุจอสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่น จำพวก ๑ ดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วยจำพวก ๑ ดุจอสรพิษมีพิษไม่แล่น พิษไม่ร้ายจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ ร้ายอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ แต่ความโกรธของเขา นั้นไม่นอนเนื่องอยู่นาน บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้ายอย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้าย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ ฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่โกรธเนืองๆ ทีเดียว แต่ความโกรธของเขานั้นนอน เนื่องอยู่นาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่นอย่าง นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่น แม้ฉันใด เรากล่าว บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยมีพิษ ร้ายด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ และความโกรธ ของเขานั้นนอนเนื่องอยู่นาน บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วยอย่าง นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วย แม้ฉันใด เรากล่าว บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษไม่แล่น พิษไม่ร้ายอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขา นั้นก็ไม่นอนเนื่องอยู่นาน บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษไม่แล่นพิษไม่ร้ายอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษไม่แล่นพิษไม่ร้าย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น